20.8.55

ภาษาธรรมชาติ

TV ครู
เรื่องภาษาธรรมชาติ



การสอนภาษาแบบธรรมชาติคือ
                การสอนภาษาแบบธรรมชาติ ( Whole Language Approach ) คือ ปรัชญาและระบบความเชื่อซึ่งทำให้เกิดแนวการสอนภาษาโดยองค์รวม ทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ( Moss and Noden, eds., 1993; Spodek and Saracho, 1994; Stanek,1993 ) ปรัชญาและระบบความเชื่อนี้มีทฤษฎีพื้นฐานมาจากทฤษฎีว่าด้วยระบบของภาษา ทฤษฎีว่าด้วยภาษา ความคิด และสัญลักษณ์สื่อสาร และทฤษฎีว่าด้วยการอ่านเขียนในระบบภาษา ( บุษบง ตันติวงศ์, 2536 ) การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีแนวคิดและหลักการที่สอดคล้องกับลักษณะและหน้าที่ของภาษา คือ ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีความหมายและเหมาะสมกับพัฒนาการด้านการรู้หนังสือของเด็ก

ความสำคัญของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
        การสอนภาษาแบบธรรมชาตินับว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางภาษาของเด็ก คือ ช่วยให้เด็กมีความสนุกสนานในการเรียนภาษา และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาทางภาษาทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างครอบคลุมทุกด้านและเต็มศักยภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ครูและผู้ปกครองเกิดความเข้าใจในพัฒนาการทางด้านภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กเพิ่มขึ้น (ฉันทนา ภาคบงกช, ม.ป.ป. )

แนวคิดและหลักการการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
        จากความเชื่อ แนวคิด และหลักการสอนภาษาแบบธรรมชาติที่นักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายไว้ สรุปเป็นหลักการสำคัญของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ ดังนี้
        1. การจัดสภาพแวดล้อม การสอนภาษาต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้คุ้นเคยกับการใช้ภาษาอย่างมีความหมายและเป็นองค์รวม ตัวหนังสือที่ปรากฏในห้องเรียนต้องมีเป้าหมายในการใช้จริงๆ หนังสือที่ใช้จะต้องเป็นหนังสือที่ใช้ภาษาที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว ไม่แบ่งเป็นทักษะย่อยๆ และจะต้องให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดสภาพแวดล้อมด้วย

        2. การสื่อสารที่มีความหมาย การสอนภาษาควรให้เด็กมีโอกาสสื่อสารโดยมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริงที่มีความหมายต่อเด็ก ครูจะต้องจัดเวลาให้เด็กมีโอกาสอ่านเขียนอย่างมีจุดมุ่งหมายจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อการฝึกหัด และให้เด็กได้ใช้เวลาในการอ่านและเขียนตามโอกาสตลอดทั้งวัน โดยไม่ต้องกำหนดตายตัวว่าช่วงเวลาใดต้องอ่าน หรือช่วงเวลาใดต้องเขียน

        3. การเป็นแบบอย่าง การสอนภาษาจะต้องให้เด็กเห็นประโยชน์ของการใช้ภาษาในความมุ่งหมายต่างๆ ครูต้องอ่านและเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้จริงๆให้เด็กได้เห็น เช่น เพื่อการสื่อสาร เพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อค้นหาวิธีการ ฯลฯ นอกจากนี้ครูยังต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก เพื่อสร้างให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการอ่าน

        4. การตั้งความคาดหวัง การสอนภาษาจะต้องเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับที่เด็กเรียนรู้ที่จะพูด ครูควรเชื่อมั่นว่าเด็กจะสามารถอ่านและเขียนได้ดีขึ้นและถูกต้องยิ่งขึ้น เด็กมีความสามารถในการอ่านและการเขียนตั้งแต่ยังอ่านและเขียนไม่เป็น ดังนั้น เด็กจึงควรได้รับโอกาสที่จะอ่านและเขียนตั้งแต่วันแรกที่มาโรงเรียน และที่สำคัญคือครูไม่ควรคาดหวังให้เด็กอ่านและเขียนได้เหมือนผู้ใหญ่

        5. การคาดคะเน การสอนภาษาควรให้เด็กมีโอกาสที่จะทดลองกับภาษา สร้างสมมุติฐาน-เบื้องต้นของตน และมีโอกาสเดาหรือคาดคะเนคำที่จะอ่าน และมีโอกาสคิดประดิษฐ์สัญลักษณ์และคิดสะกดเพื่อการเขียน

        6. การให้ข้อมูลย้อนกลับ การสอนภาษาควรตอบสนองความพยายามในการใช้ภาษาของเด็กในทางบวก ยอมรับการอ่านและการเขียนของเด็กว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายแม้ว่ายังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ และพยายามตอบสนองเด็กให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ ครูอาจให้เด็กได้เห็นตัวอย่างที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การอ่านหนังสือเล่มที่เด็กชอบอ่านให้เด็กฟังในโอกาสอื่นๆ หรือเขียนให้ดูเมื่อมีการสนทนาในกลุ่มใหญ่ เป็นต้น

        7. การยอมรับนับถือ การสอนภาษาจะต้องตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก ว่าเด็กเรียนรู้การอ่านและเขียนอย่างแตกต่างกัน ตามช่วงเวลา และอัตราที่แตกต่างกัน ครูต้องศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ศึกษาความสนใจ ความสามารถ และสอนเด็กตามความสามารถที่แตกต่างกันของเด็ก เด็กต้องได้ตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ในช่วงเวลาเดียวกันเด็กไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมอย่างเดียวกัน หรือทำกิจกรรมตามลำดับขั้นตอน เพราะการเรียนรู้ภาษาไม่มีลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตายตัว

        8. การสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น การสอนภาษาต้องส่งเสริมให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะคาดคะเนในการอ่านหรือเขียน แม้ว่าไม่เคยอ่านหรือเขียนมาก่อน ครูต้องทำให้เด็กไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือด้านการอ่านและเขียนเมื่อจำเป็น เด็กต้องไม่ถูกตราหน้าว่าไม่มีความสามารถในการอ่านและเขียน ดังนั้น การสอนภาษาจึงต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการและความสามารถของเด็ก เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นว่าตนมีความสามารถที่จะอ่านและเขียนได้


การสอนภาษาแบบธรรมชาติในโรงเรียนอนุบาล

การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน
        การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อหรือปรัชญาของผู้จัด จากหลักการสอนภาษาแบบธรรมชาติที่กล่าวไว้ว่าการสอนภาษาจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้คุ้นเคยกับการใช้ภาษาอย่างมีความหมาย และเป็นองค์รวมนั้น แสดงให้เห็นว่าการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่สอนภาษาแบบธรรมชาติเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง นักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายลักษณะการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่สอนภาษาแบบธรรมชาติซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถส่งเสริมการเรียนภาษาของเด็กไว้ สามารถสรุปได้ ดังนี้

        1. สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ในห้องเรียนที่สอนภาษาแบบธรรมชาติจะจัดให้มีมุม-ประสบการณ์ต่างๆ โดยมีมุมที่เด่นชัด คือ มุมห้องสมุด มุมอ่าน มุมเขียน ส่วนมุมอื่นๆที่อาจจัดไว้ ได้แก่ มุมบทบาทสมมุติ มุมวิทยาศาสตร์ มุมบล็อก ฯลฯ โดยมุมทุกมุมสามารถจัดให้เอื้อต่อการเรียนภาษาได้โดยจัดให้มีป้ายสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายต่างๆที่มีความหมายในการสื่อสารกับเด็ก มีวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถกระตุ้นให้เด็กต้องการที่จะเรียนรู้และอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ภาษาของเด็ก

        2. บรรยากาศภายในห้องเรียน ในห้องเรียนที่สอนภาษาแบบธรรมชาติจะมีบรรยากาศของการเรียนรู้แบบร่วมมือ เด็กมีโอกาสและเวลาที่จะตัดสินใจเลือกลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กๆสนใจที่จะอ่านและเขียนจากความเข้าใจและประสบการณ์ ทั้งนี้ จะต้องเป็นห้องเรียนที่เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข


บทบาทของครูที่สอนภาษาแบบธรรมชาติ
        เนื่องจากการสอนภาษาแบบธรรมชาติเป็นปรัชญาและระบบความเชื่อซึ่งเป็นกรอบให้ครูในการตัดสินใจและออกแบบการสอน ดังนั้น เมื่อมีการนำการสอนภาษาแบบธรรมชาติมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ครูจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนจากการสอนแบบเดิม มีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายบทบาทของครูที่สอนภาษาแบบธรรมชาติไว้ สรุปได้ดังนี้

        1. ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ครูต้องเป็นผู้ที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสภาพ-แวดล้อม การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ หรือแหล่งข้อมูลสำหรับเด็ก และเป็นผู้ที่จัดให้ห้องเรียนมีบรรยากาศของการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่การให้เด็กมีโอกาสเลือกทำกิจกรรม ส่งเสริมให้เด็กแสดงความคิดเห็น จัดให้เด็กมีโอกาสอ่านและเขียน สนับสนุนให้เด็กกล้าเสี่ยงที่จะอ่านและเขียนคำที่ไม่เคยพบมาก่อน ยอมรับสิ่งที่เด็กอ่านและเขียน และตอบสนองต่อความพยายามของเด็กในทางบวก ไม่ตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์เมื่อเด็กอ่านหรือเขียนยังไม่ถูก

        2. ครูเป็นแบบอย่างของการเรียนรู้ ครูต้องเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาในลักษณะต่างๆ ทั้งในลักษณะของการสาธิตกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรู้หนังสือ เช่น การอ่านหนังสือให้เด็กฟังทุกวัน การชี้คำขณะที่อ่าน การถ่ายทอดความคิดโดยการเขียน ฯลฯ หรือในลักษณะที่ครูเป็นนักอ่านหรือนักเขียน เช่น การเขียนบันทึกถึงกัน การอ่านเพื่อความมุ่งหมายต่างๆตามโอกาส

        3. ครูเป็นผู้จัดการให้เกิดการเรียนรู้ ครูต้องจัดการให้การเรียนรู้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ต้องให้เด็กได้เรียนรู้แบบร่วมมือ และต้องให้เด็กได้ทำงานร่วมกัน

        4. ครูเป็นผู้ประเมินพัฒนาการ ครูต้องประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อดูความก้าวหน้า และสามารถส่งเสริมเด็กได้อย่างเหมาะสมต่อไป


บทบาทเด็กในห้องเรียนที่สอนภาษาแบบธรรมชาติ
        นักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายบทบาทของเด็กในห้องเรียนที่สอนภาษาแบบธรรมชาติไว้ สรุปได้ ดังนี้

        1. เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอ่านและการเขียนด้วยการอ่านและการเขียนอย่างมีความหมายจริงๆ

        2. เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ตั้งแต่การสร้างหัวข้อที่จะเรียนร่วมกัน การตัดสินใจเลือกทำกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการและใช้ในชีวิตจริงของเด็ก และ การประเมินผลงานของตัวเอง

        3. เด็กเรียนรู้โดยการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและครู ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เด็กได้เรียนรู้แบบร่วมมือมากขึ้น

19.8.55

สัปดาห์ที่10(เรียนชดเชย)


วันที่ 19 สิงหาคม 2555


ชี้แจ้งเกี่ยวกับการผลิตสื่อจากปฏิทินตั้งโต๊ะ

                อาจารย์ให้นักศึกษาทำปฏิทินคำศัพท์ โดยกลุ่มของดิฉันได้ อักษรต่ำ สระ อุ อู โดยให้นำอักษรเสียงต่ำมาผสมกับสระ อุ อู ให้ได้เป็นคำต่างๆ การทำสื่อนั้นจะต้องมีเทคนิคและออกแบบสื่อให้น่าสนใจ พร้อมทั้งหาภาพประกอบในคำต่างๆด้วย

1. อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ส ษ ศ ห  
( ฉันฝากขวดขี้ผึ้งใส่ถุงให้เศรษฐี )

2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ด ต บ ป อ ฎ ฏ  
( ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ )

3.อักษรต่ำ มี 24 ตัวแบ่งเป็น  
- อักษรต่ำคู่ มี 14 ตัว คือ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ  
(พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ฅ ฆ ฌ ฑ ฒ ธ ภ )
อักษรต่ำเดี่ยว มี 10 ตัว คือ ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล  
( งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก )

สระ
อะ อา  /  อิ อี  อึ อือ  / อุ อู  /  เอะ เอ  /  แอะ แอ  /  โอะ โอ 

_._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._

ให้นักศึกษาทำกิจกรรมภายในชั้นเรียน


1. อาจารย์ให้นักศึกษานำสิ่งของที่มีประโยชน์และสำคัญต่อนักศึกษา
= แว่นตา เพราะดิฉันสายตาสั้น หากดิฉันไม่มีแว่นตาจะทำให้การเรียนหนังสือและการใช้ชีวิตประจำวันของดิฉันยุ้งยากมากกว่าเดิมคะ



2. อาจารย์ให้นักศึกษาโฆษณาสินค้า 1 ชิ้นอะไรก็ได้
= Tablet เพราะหากคุณเหนื่อยที่จะต้องแบกหนังสือทีละหลายๆเล่ม เหนื่อยกับการที่ต้องเพ่งมองตัวอักษรในโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ คุณต้องลองใช้ Samsung Galaxy Tab 7.7 เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายในการทำงานและการเรียน ทั้งโน้ตข้อความ พิมพ์เอกสาร นำเสนองาน และอื่นๆอีกมากมายหลากหลาย Application ให้เลือกดาวโหลดใช้  อยากรู้คุณต้องลอง



3. อาจารย์ให้นักศึกษาวาดภาพแทนคำพูด




4. อาจารย์ให้นักศึกษาวาดภาพตามใจชอบ 





ประโยชน์ที่ได้รับในการทำกิจกรรมในวันนี้พร้อมกับศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

                ได้รู้เกี่ยวกับการส่งเสริมพฤติกรรมกล้าแสดงออก หรือ Assertive Behavior ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกล้าแสดงสิทธิ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้ และกล้าที่จะปฏิเสธด้วยวิธีการที่ตรงไปตรงมา และเหมาะสม โดยไม่รบกวนสิทธิของผู้อื่น การที่เรามีพฤติกรรมกล้าแสดงออกนั้น แสดงให้เห็นถึงความเคารพนับถือและความต้องการที่เรามีให้แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย ประเภทของพฤติกรรมกล้าแสดงออก สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

            1. การแสดงออกแบบพื้นฐาน (Basic Assertion) เป็นการกล้าแสดงสิทธิ ความเชื่อ ความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตนเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสังคมด้านอื่น ๆ เช่น เมื่อเรามีความรู้สึกดี ๆ กับใครสักคนเราสามารถบอกได้ว่า " ฉันชอบคุณ " หรือ " ฉันรักคุณ " เป็นต้น

            2. การแสดงออกแบบตระหนัก (Empathic Assertion) บางครั้งการแสดงความรู้สึกหรือความต้องการของเรามีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้อื่นวิธี Empathic Assertion โดยเราจะเริ่มต้นด้วยประโยคที่แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจหรือตระหนักในความรู้สึกหรือความคิดเห็นของผู้อื่น แล้วตามด้วยการแสดงสิทธิหรือความต้องการของตนเอง เช่น ถ้าเรารู้สึกเพื่อนเข้ามาวุ่นวาย คอยให้คำแนะนำกับเรามากจนเกินไป เราสามารถบอกให้เพื่อนรับรู้ความรู้สึกของเราได้โดยอาจจะพูดว่า " ฉันเข้าใจนะที่เธอคอยเป็นห่วงเป็นใย ให้คำแนะนำฉันในทุก ๆ เรื่องเป็นเพราะว่าเธอรักฉันไม่ต้องการให้ฉันทำอะไรผิดพลาดไป แต่ฉันคิดว่าฉันโตแล้ว และสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ ฉันต้องการที่จะตัดสินใจและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวฉันเอง ถึงแม้ว่ามันอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ฉันก็พร้อมที่จะยอมรับผลที่ตามมาอย่างไรก็ฉัน ขอขอบคุณ สำหรับคำแนะนำที่มีให้ตลอดมา " เป็นต้น

            3. การแสดงออกแบบเพิ่มระดับ (Escalating Assertion) เป็นการกล้าแสดงออกที่เริ่มจากระดับต่ำที่สุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ เช่น "เธอก็ทำหน้าที่ของเธอได้ดี แต่เราคิดว่าเธอน่าจะทำได้ดีกว่านี้"

            4. การแสดงออกแบบเผชิญหน้า (Confrontation Assertion) วิธีการนี้ใช้เมื่อการกระทำกับคำพูดของผู้อื่นไม่เป็นไปในทางเดียวกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ตั้งไว้ โดยวิธีการพูดนั้นจะเริ่มจากความต้องการหรือความรู้สึกของผู้พูดก่อน แล้วตามด้วยความไม่เป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การตำหนิ หรือทำให้ผู้อื่นรู้สึกผิด เช่น "ครูคิดว่าก่อนที่หนูจะรวบรวมงานมาส่ง หนูควรที่จะให้เพื่อนในกลุ่มตรวจทานก่อน เพื่อครั้งต่อไปกลุ่มของหนูน่าจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น"

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกล้าแสดงออกและการไม่กล้าแสดงออก



ตัวอย่างวิธีการเสริมสร้างพฤติกรรมกล้าแสดงออก

                1. ภาพพจน์ที่ดีต่อตนเอง  เป็นการสร้างบรรยากาศที่ทำให้ผู้เรียนได้พิจารณาถึงข้อดีของตนเอง เช่น การให้นักเรียนหลับตาแล้วนึกถึงความดีของตนเอง  โดยครูอาจจะเป็นผู้บรรยายคุณธรรมเหล่านั้นทำให้เด็กเกิดการรับรู้ว่าตนเป็นบุคคลที่มีคุณค่า
                2. ภาพพจน์ที่ดีต่อผู้อื่น  การฝึกให้ผู้เรียนยอมรับตนเองและผู้อื่น  โดยใช้กิจกรรมสร้างเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้อื่น (เพื่อนเช่น  การชื่นชมและยอมรับผลงานของเพื่อน  แล้วพร้อมที่จะนำสิ่งที่ดีนำไปปรับปรุงใช้เพื่อพัฒนาตนเอง
                3. การมองโลกในแง่ดี  เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ตนเองมีคุณค่า เป็นการมองตนเองและผู้อื่นในด้านบวก  อีกทั้งเชื่อว่าทุกคนมีพื้นฐานทางจิตใจที่ดีและพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ  เช่น เด็กหญิงสมหญิงมองว่าที่เด็กชายสมบูรณ์ไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนหรือออกไปสังสรรค์บ่อยๆ เป็นคนประหยัด แต่สมบูรณ์ก็เป็นที่รักของเพื่อนๆเพราะชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
                4. มีความฉลาดทางอารมณ์   เป็นการควบคุมตนเองในด้านพฤติกรรมกล้าแสดงออก โดยการควบคุมสภาวะจิตใจให้มั่นคงและเกิดความสมดุล  เช่น  การใช้ศิลปะและดนตรี  เพื่อให้เด็กเกิดสมาธิและความมั่นคงทางด้านอารมณ์
                5.โอกาส  เป็นการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เด็กฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก เช่น การเปิดโอกาสให้เด็กได้-
แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระหรือการให้เด็กได้แสดงความสามารถโดยไม่จำกัดกิจกรรม  และเพื่อให้เด็กได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างสร้างสรรค์
                6. การเสริมแรง (Reinforcement) คือการทำให้ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากผลกรรมที่ตามหลังพฤติกรรมนั้น
                                1.การเสริมแรงท างบวก (Positive Reinforcement)หมายถึง สิ่งของ คำพูด หรือสภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรมเกิดขึ้นอีก หรือสิ่งทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นไปได้ของการเกิดพฤติกรรม คุณครูอาจจะชมเมื่อนักเรียนทำสิ่งนั้นได้ดี เช่น เก่งมากค่ะ   ดีมากค่ะ  และยอดเยี่ยมมาก  เป็นต้น
                                 2.การเสริมแรงท างลบ  (Negative Reinforcement) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพการณ์หรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็อาจจะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมได้  เช่น การพูดตำหนิเพื่อให้เด็กรู้ว่าพฤติกรรมที่แสดงออกไม่เหมาะสม




17.8.55

สัปดาห์ที่10


วันที่ 17 สิงหาคม 2555 


อาจารย์ติดธุระ
ไม่มีการเรียนการสอน  โดยจะมีการสอนชดเชย
ในวันที่ 19 สิงหาคม 2555   เวลา 13:00 น.  ที่ห้อง 223